พลัง DCA จะแจ่มแค่ไหน ลองใช้ SETTRADE Backtest ทดสอบดู

ช่วงนี้มีการพูดถึงกระบวนการ Dollar Cost Average หรือ DCA กันค่อนข้างมาก ซึ่งเจ้า DCA ก็คือการลงทุนเป็นจำนวนเงินเท่า ๆ กันในแต่ละงวด ติดต่อกันในระยะยาว ซึ่งประโยชน์หลัก ๆ ของ DCA ก็คือ 1) สร้างวินัยในการออมและลงทุนอย่างต่อเนื่อง และ 2) สร้างผลตอบแทนให้งอกเงยจากเงินลงทุนนั้น การลงทุนเป็นเรื่องของอนาคต ดังนั้นการจะตอบว่า DCA ได้ผลดีมากน้อยแค่ไหน อาจจะต้องให้เวลากับมันสักหน่อย รอดูกันไปอีกสัก 2-3 ปี แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามเป็นว่า “สมมติเริ่มทำ DCA มาตั้งแต่หลายปีก่อน มาถึงตอนนี้จะได้ผลยังไงแล้วบ้าง?” แบบนี้มีคำตอบให้ได้เลยทันที ก็เพราะว่าในเว็บ SETTRADE.com และ App SETTRADE (Android & iOS) เขามีเครื่องมือที่ชื่อ Backtest ให้ทดสอบการทำ DCA […]

เขาว่าวางแผนการเงินให้ดูเงินเฟ้อด้วย แล้วตัวเลขมันเท่าไรกันล่ะ ? | อัพเดทตัวเลข ณ ส.ค.60

เวลาที่เราจะต้องวางแผนการเงินการลงทุนระยะยาว คำนวณผลตอบแทน คำนวณเงินต้นที่ต้องมียามเกษียณ ก็มักจะถูกทักว่า “เฮ้ย ลืมเงินเฟ้อไปหรือเปล่า?!” ซึ่งบางทีเราก็ลืม หรือไม่ ก็ไม่รู้ว่าจะใช้ตัวเลขไหนดี ก็เลยขอนำตัวเลขเงินเฟ้อมาให้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนซะเลย แต่ก่อนจะไปดูตัวเลข ขออธิบายก่อนว่า ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทย ถูกรวบรวบข้อมูล คำนวณ และเผยแพร่โดยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งตัวเลขของเดือนก่อนจะประกาศทุกวันทำการแรกของเดือนปัจจุบัน (นับว่าเป็นการประมวลผลที่เร็วมากกก) อย่างตัวเลขล่าสุดที่มี ณ เวลานี้ ก็คือของเดือนกรกฎาคม 2560  โดยอัตราเงินเฟ้อแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งในการคำนวณ จะไม่รวมการเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานและอาหารสด จึงทำให้ Core Inflation มีความผันผวนน้อยกว่าเงินเฟ้ออีกประเภท อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation หรือบางทีเรียกสั้น ๆ ว่า Inflation) ซึ่งจะรวมการเปลี่ยนแปลงราคาของสินค้าและบริการทุกประเภท จึงทำให้ Headline Inflation มีความผันผวนมากกว่า

พูดถึง “เงินดิจิตอล” ต้องมอง 2 มิติ

วลี “เงินดิจิตอลเป็นฟองสบู่” .. ยังมีการพูดถึงอยู่เนือง ๆ ซึ่งส่วนตัวขอให้ความเห็นดังนี้ครับ การจะชี้ชัดได้ว่าสิ่งใดเป็นฟองสบู่ ต้องวัดมูลค่าพื้นฐานสิ่งนั้นได้เสียก่อน เหมือนเราไม่มีแผนที่ ไม่รู้พิกัดตัวเอง เราจะบอกได้อย่างไร ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เราเลยแล้ว หรือว่ายังไม่ถึง การพิจารณาพื้นฐานของราคาน้ำมันดิบ และทองคำ สามารถนำ “ต้นทุนการได้มา” มาเป็นปัจจัยในการพิจารณาได้ .. น้ำมันดิบ ก็ใช้ต้นทุนในการขุดเจาะ ทองคำ ก็ใช้ต้นทุนในการทำเหมือง เงินดิจิตอล ก็อาจจะมีหลักการให้พิจารณาได้ในลักษณะนี้เช่นกัน เพราะเงินดิจิตอล มีต้นทุนในการ “ขุด” เช่นกัน ซึ่งต้นทุนหลัก ๆ ก็คือค่าระบบ — ระบบเล็กเป็นเครื่องในบ้าน ระบบใหญ่เป็นฟาร์มขนาดเท่าโรงงาน — และค่าไฟ ดังนั้นถ้าราคาเงินดิจิตอลตกลงต่ำกว่าต้นทุนนี้ ฝั่ง supply จะหยุด เพราะทำไปแล้วมีแต่จะขาดทุน ระบบขุดในบ้าน ระบบขุดระดับฟาร์ม